สมัคร GClub 3+1+1 ไทยลีกยุคAEC กับโควตาอาเซียน

สมัคร GClub

ฟุตบอลลีกแดนสยามเดินทางมาสู่การเป็นเบอร์ 1 ของภูมิภาค ทั้งแง่ของความนิยมและผลงานในระดับเอเชีย การเพิ่มนักเตะจากอาเซียน เพื่อขยายให้ลีกเติบโตขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

สมัคร GClub มีการประกาศออกมาเป็นทางการจาก สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ว่าจะมีการเปิด โควตาอาเซียน 3+1+1 เพื่อนำมาใช้กับ 3 ลีกอาชีพของไทย (ประกอบด้วย ไทยลีก, ดิวิชั่น 2, ดิวิชั่น 1) โดยจะเริ่มนำร่อง ปี 2017 กับลีกรากหญ้า กลุ่มแชมเปียนชิพ ต่อด้วยปี 2018 ค่อยนำมาใช้ลีกสูงสุด และลีกพระรอง

แนวคิดโควตาอาเซียน เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันมานานพอสมควรแล้ว โดยด้านหนึ่งมองว่าจะเป็นการขยายตลาดไทยลีกให้กว้างขวางขึ้น และได้รับความนิยมสูงขึ้นในภูมิภาคใกล้เคียง ขณะที่ทางด้านฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่าเป็นการจำกัดโอกาสลงสนามของแข้งไทย ซึ่งในปัจจุบันก็ถือว่าลำบากไม่ใช่น้อยอยู่แล้วกับการแย่งชิงตำแหน่งจากบรรดาโควตาต่างชาติที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เบนจามิน ตัน ซีอีโอของ พีทีแอล เคยอธิบายถึงแนวคิดดังกล่าวว่า การเข้ามาผู้เล่นอาเซียน จะช่วยดึงดูดกระแสนิยมของไทยลีกให้ก่อตัวในวงกว้างรอบภูมิภาคที่มีประชาชนจำนวนมากกว่า 600 ล้านคน ลีกอาชีพในหลายๆประเทศ ยังไม่มีศักยภาพเท่ากับเมืองไทย ดังนั้น หากเราสามารถดึงเอาซูเปอร์สตาร์ของแต่ละชาติมาโม่แข้งที่นี่ได้ จะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจ ง่ายต่อการขยายฐานแฟนบอล ทำธุรกิจ ทำการตลาด

การบวกนักเตะอาเซียนเข้าไป 1 เป็น 3(นักเตะต่างชาติ)+1 (นักเตะจากเอเชีย) +1 (นักเตะจากอาเซียน) จึงน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ของลีกบ้านเรา และนี่ไม่ใช่ข้อบังคับ เป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น ส่วนทีมที่ไม่ต้องการใช้ ยังสามารถส่งผู้เล่นต่างชาติได้ 5 คนเช่นเดิม ภายใต้กฎ 3+1

ผอ.ฝ่ายคลับไลเซนซิ่งฯ ยังกล่าวต่อว่า เจ-ลีก ญี่ปุ่น มองเห็นศักยภาพข้อนี้ของอาเซียนเป็นอย่างดี เราจึงได้เห็นการมาเป็นพันธมิตรลูกหนังกับหลายๆสโมสรในไทย รวมถึงหลายๆชาติในอาเซียน

ที่สำคัญ ญี่ปุ่น เปิดโควตาอาเซียน ให้สโมสรสามารถดึงนักเตะจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาร่วมทีมตั้งแต่ปี 2013 เริ่มจากในดิวิชั่น 3 และปีต่อมาได้มีการให้ทุกสโมสรในระดับ เจ1 เจ2 เจ3 สามารถใช้โควตาดังกล่าวได้ เพื่อขยายฐานแฟนบอลมายังอาเซียน

ช่วง 2-3 ปีที่ผานมา เราจึงได้เห็นความพยายามในการดึงนักเตะจากภูมิภาคนี้ มีผู้เล่นไทยหลายคนเคยมีโอกาสได้ทดสอบฝีเท้า ที่เป็นข่าวฮือฮาหน่อย คงจะเป็น ชนาธิป สรงกระสินธ์ กับ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ แม้จะยังไม่มีใครสมหวังได้ได้ไปเล่นที่แดนปลาดิบ แต่ก็ผู้เล่นจำนวนหนึ่งจากภูมิภาคอาเซียน อย่าง เล คอง วิน, เหงียน กง เฝิน , อิฟราน บัคดิม ที่ได้รับอานิสงค์จากโควตาดังกล่าว แม้ส่วนสโมสรใหญ่ของญี่ปุ่น จะไม่เลือกใช้โควตาอาเซียนก็ตาม

สำหรับโควตาอาเซียนนั้น จะนับเฉพาะ 9 ชาติ(ไม่รวมไทย) ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ประกอบด้วย กัมพูชา, บรูไนฯ, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เมียนมา, ลาว, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย

ส่วน ติมอร์-เลสเต้ และ ออสเตรเลีย จะไม่ถูกนับในโควตาดังกล่าว มีสถานะเป็นเพียง นักเตะต่างชาติโควตาเอเชียเท่านั้น

ความจริงเรื่องของโควตาอาเซียนและการขยายฐานแฟนบอลไปทั่วภูมิภาค มีบางสโมสรในเมืองไทย เริ่มทำกันบ้าง ตามบริบทและรูปแบบที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่าง ฮัสซัน ซันนี่ นักเตะอาเซียนแท้ๆของ อาร์มี่ ยูไนเต็ด หรือ 2 ทีมจากลีกล่างอย่าง สมุทรสาคร เอฟซี และ ระนอง ยูไนเต็ด ที่มีประชากรชาวเมียนมาอาศัยอยู่มาก จัดการดึงนักเตะจากแดนหม่อง มาร่วมทีม สามารถสร้างกระแสภายในจังหวัดได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ช่วงปรีซีซั่นที่ผ่านมา ทั้ง เมืองทอง ยูไนเต็ด, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ต่างออกไปอุ่นเครื่องกับทีมจากประเทศเพื่อนบ้าน และได้กระแสตอบรับที่ดี โดยเฉพาะ ปราสาทสายฟ้า ที่ตั้งเป้าจะขยายความนิยมสร้างฐานแฟนบอลจำนวน 2 % (ราวๆ12ล้านคน) ทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน ภายใน ปี 2017 หลังจุดกระแสความนิยมได้ทั่วเมืองไทย เช่นเดียวกับ กิเลนผยอง ที่มีแฟนบอลอยู่ทั่วประเทศ

ลองคิดภาพเล่นๆ หาก จัน วัฒทนาคา, ซาฟิค รอฮิม, สองพี่น้อง ยังฮัสแบนด์ หรือพวกนักเตะซูเปอร์สตาร์จาก เมียนมา, ลาว, เวียดนาม ย้ายมาเล่นในเมืองไทย กระแสความนิยม, ความต้องการที่รับชมการถ่ายทอดของไทย จะเพิ่มขึ้นมากขนาดไหนในประเทศเหล่านี้

ครั้งหนึ่ง อูเด อัลเมเรีย สโมสรเล็กๆจากลาลีกาสเปน จากที่ไม่ค่อยมีแฟนบอลสนใจ ก็กลายเป็นกระแสใหญ่โตในแดนสยาม เพราะคว้าตัว ธีรศิลป์ แดงดา ไปร่วมทีม มีคนเฝ้าชมการถ่ายทอดสด ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด หรือ ถ้าในอนาคตมีแข้งไทยได้ย้ายไปเล่นใน เจ-ลีก, เค-ลีก เชื่อได้เลยว่าแฟนบอลไทยจะต้องให้ความสนใจ ลีกแดนซามูไร,กิมจิ มากขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน ชนชาติอื่นในอาเซียนก็คงเป็นเช่นนั้น

จุดหนึ่งที่ ไทยลีก ยังไม่สามารถบูมไปทั่วอาเซียนได้ อาจจะเป็นพวกเขา (ชาติต่างๆในอาเซียน) ยังไม่มีความรู้สึกร่วม หรือมีจุดที่ทำให้พวกเขาสนใจลีกของเรา

อย่างไรก็ดี โครงการเพื่อส่งเสริมผู้เล่นในภูมิภาค ก็ยังมีช่องโหว่ในเรื่องของการถือสัญชาติ เพราะบางประเทศใน 9 ชาติ สามารถทำเรื่องขอสัญชาติใหม่ได้ไม่ยากนัก และปัจจุบันก็มีแข้งที่ถือสัญชาติอาเซียนเล่นอยู่ในเมืองไทย ยกตัวอย่าง วิกเตอร์ อิกโบเนโฟ นักเตะชาวไนจีเรียที่ถือสัญชาติ อินโดนีเซีย (เล่นให้ทีมชาติด้วย) จะสามารถลงสนามได้ทันที ซึ่งในเบื้องต้นตามข่าวที่ออกมาก็มีการป้องกันเอาไว้แล้วด้วยการออกกฎว่านักเตะต้องถือสัญชาติในอาเซียนอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป

อีกทั้ง การจะไปดึงเอานักเตะระดับท็อปของประเทศเหล่านั้นมาเล่นในไทย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะค่าแรงที่ค่อนข้างสูง ยกตัวอย่าง คอยรุล อัมรี ดาวเตะทีมชาติสิงคโปร์ รับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 12,000 ดอลล่าร์สิงคโปร์ (ราว 307,240 บาท) เรตประมาณนี้ สโมสรในไทยสามารถหาจ้างนักเตะระดับ เจ ลีก, เค ลีก ได้สบาย ยิ่งมีการเพิ่มโควตา 3+1+1 เข้าไป ยิ่งทำให้นักเตะภูมิภาคอาเซียนเป็นที่ต้องการของตลาดในไทย ราคาย่อมดีดสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

เมื่อทั้งสองปัญหาประกอบกับทัศนคติที่คนไทยมักมองว่าบรรดานักเตะอาเซียนที่มีอยู่ มีฝีเท้าแตกต่างจากแข้งไทยไม่มากนัก อาจทำให้โครงการนำเข้าแข้งอาเซียนแท้ๆ เพื่อขยายฐานตลาดตามที่มิสเตอร์ตันตั้งเป้าไว้ต้องเป็นหมัน และกลายเป็นช่องโหว่ให้นักเตะจากนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เลือกหาวิธีถือสัญชาติอาเซียน เพื่อง่ายต่อการค้าแข้งในเมืองไทย หรือในเอเชียมากขึ้น และไทยลีกจะไม่ได้ผลประโยชน์ในแง่ของความนิยมเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

ไม่ว่าแผนการใหญ่ในครั้งนี้จะออกดอกออกผลอย่างไร จะสำเร็จหรือล้มเหลวมากน้อยแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ก็คือ นี่เป็นก้าวย่างสำคัญในการเดินออกจากแผ่นดินขวานทองเพื่อหาตลาดใหม่ในประเทศเพื่อนบ้าน

ซึ่งถือเป็นก้าวย่างที่ใครหลายคนอาจไม่เคยคิดมาก่อนหากมองย้อนไปถึงวันที่ไทยลีกเพิ่งตั้งต้นเมื่อราว 20 ปีที่แล้ว

และไม่ว่าผลของมันจะเป็นอย่างไรในอีก 2 ปีข้างหน้า ปริมณฑลของแวดวงฟุตบอลไทยจะไม่เหมือนเดิมอย่างไรแน่นอน